ตุลาคม 1, 2009 โดย BuaChompu
รู้สึกว่าพอโตมากขึ้นอะไรๆก็ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น จนบางทีก็ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย บางทีก็ตั้งรับไม่ทันและกระชั้นชิดมาก เลยทำให้เราเข้าใจการเติบโตของผู้ใหญ่มากขึ้น แต่มันก็ให้การเรียนรู้ที่ดีมากๆ แม้ว่า Process ของการเรียนรู้อาจจะกระท่อนกระแท่นไปบ้าง แต่มันก็เป็น message บอกเราว่านี่แหละเราเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด! และเราก็กำลังเรียนรู้และเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีค่าเสมอ…..

บันทึกโพสใน Uncategorized | Leave a Comment »
สิงหาคม 31, 2009 โดย BuaChompu
และแล้วเช้าตรู่ของวันนัดก็มาถึง จำได้ว่าวันนั้นตื่นเช้ามาก กว่าจะนอนได้ก็ดึกอยู่เพราะตื่นเต้น ก่อนนอนก็ทำใจให้สบายๆ อ่านหนังสือไปเรื่อย วันนั้นแต่งตัวแบบคุณหนูเลย เสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงยีนส์แบบชายบานๆ มัดผมหางม้า ดูคล่องแคล่วและเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน (ควรแต่งตัวเรียบร้อยไว้ก่อนนะ) กาษนัดเวลาสัมภาษณ์ไว้ตอน 10 โมงเช้า หลังจากออกมาจากโรงแรมก็มารับประทานอาหารเช้า ระหว่างทานข้าวพ่อก็บอกย้ำอีก พ่อมักจะบอกเสมอตอนช่วงดำเนินการว่า “เราเชื่อว่าเราทำได้ แต่เราก็ไม่คาดหวังมาก ผ่อนคลาย สบายๆ” ^-^
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ไปที่ไปรษณีย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตเพื่อชำระค่าวีซ่า เราก็ต้องกรอกอะไรนิดหน่อย ตอนเข้าไปถึงไปรษณีย์พ่อแม่แทบไม่ต้องทำอะไรยืนดูลูกปฏิบัติการอย่างเดียว( ขอบอกว่าเรื่องหาและขอเอกสารการดำเนินการนั้นกาษช่วยเหลือตัวเองซะส่วนใหญ่ เรื่องการเขียนเอกสารต่างๆพี่ๆจะช่วยจัดการ พ่อแม่ก็คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือบ้าง) แล้วก็ต้องซื้อซองไปรษณีย์แล้วจ่าหน้าซองถึงตัวเองด้วย (ในกรณีที่วีซ่าผ่านเค้าจะจัดส่งวีซ่าผ่านซองอันนี้ แต่ต้องทำกันทุกคน) ค่าวีซ่าก็แพงเอาเรื่องถ้าไม่ผ่านก็น่าเสียดายมาก แต่ถ้าวีซ่าไม่ผ่านเค้าก็ไม่คืนเงินให้นะคะ (ตอนนั้นแอบประณามน้อยๆว่า ทุเรศจัง คริๆ) ตอนชำระเงินและรับใบเสร็จเจ้าหน้าที่ก็อวยพรว่าขอให้โชคดี
แล้วเราก็ตรงดิ่งไปยังสถานทูตเราแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าคนเยอะมาก ยืนออกันอยู่ พอวนหาที่จอดรถได้ ก็เอาใบนัดไปยื่นที่หน้าสถานทูต ก่อนเข้าไปสถานทูตขอของวิเศษที่ปะป๊าห้อยขอตลอดมาใส่ด้วย (ฮี่ๆแอบเล่นของ) ตอนแรกตกใจมากเพราะเค้าหาชื่อเราไม่เจอ! แต่หาดูใหม่ก็โอเค (เกือบเวลานี้ยังจะมาทำให้ตื่นเต้นอีก คนหัวใจแทบจะระเบิดอยู่แล้ว) เค้าบอกให้ผู้ปกครองเข้าไปได้หนึ่งคน เพราะฉะนั้นแม่จึงต้องรออยู่ข้างนอก และกาษก็เข้าไปกับพ่อ ตอนเข้าไปเค้าก็ต้องตรวจ X-ray ทุกอย่าง (เข้มงวดมาก) เค้าเหมือนสร้างห้องเป็นสเต็ปๆน่ะ เข้าอีกมาห้องนึงก็จะมีที่นั่งพัก มันไม่เป็นห้องหรอกมีประตูทางออกเรียบร้อยสำหรับคนที่ขอเสร็จ เราก็เอาเอกสารไปยื่น เค้าจะมีเจ้าหน้าที่สองคนคอยตรวจเอกสาร (แต่ขอบอกว่าดุน่าดู) แล้วเค้าจะถามว่า “สัมภาษณ์ภาษาไทย หรือ อังกฤษคะ” กาษเลยขอเลือกเป็นภาษาไทย เราสองคนพ่อลูกต้องรออยู่สักพักเพราะยังไม่ถึงเวลานัดจึงเข้าไปไม่ได้
ระหว่างที่นั่งคุยกุ๊กกิ๊กกัน ก็มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินออกมาจากห้องข้างในมานั่งข้างๆ แล้วปะป๊าก็ถามว่า “วีซ่าผ่านมั้ยครับ” เค้าบอกว่า “ไม่ผ่านครับ มาขอสองรอบแล้ว” แล้วก็เดินออกไป เราเลยยิ่งใจเสียว่าคนอื่นเค้าไม่ผ่านแล้วเราจะผ่านมั้ยเนี่ยยยยย
พอถึงเวลาเค้าจะเรียกคนที่เวลานัดใกล้เคียงกันเข้าไปรอข้างในห้อง ในห้องนั้นตกแต่งออกแนวไทยๆ มีทีวีสาธิตการสแกนลายนิ้วมือ มีที่นั่ง แล้วมีฉากไม้กั้นข้างหลังนั่นคือช่วงสัมภาษณ์นั่นเอง ระหว่างที่เราสองพ่อลูกนั่งรอคุยกันไป นั่งหัวเราะกันบ้างต่างจากหลายๆคนที่นั่งหน้าเครียด บางคนก็หันมามองประมาณว่า “จะหัวเราะไรนักหนาสถานการณ์ออกจะเครียด” พอเค้าเรียกเบอร์เรา เราก็เดินเข้าไป ช่องสัมภาษณ์แบ่งออกเป็นสามช่อง ช่องแรกคือช่องยื่นเอกสาร ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งมาคอยเรียบเรียงเอกสาร อันไหนไม่สำคัญก็คัดออก กาษเห็นของหลายคนนะเค้าพกมาแค่นิดเดียว แต่เอกสารของกาษนี่หนามาก (เตรียมไรได้ก็เตรียมมาไม่เสียหลายค่ะ” แล้วเค้าก็ยื่นเอกสารที่คัดออกมาให้เราเอาไว้ไปยื่นช่องที่สาม โชคดีที่กาษไม่ต้องสแกนมือ (เค้าจะมีท่าที่ต้องสแกนซึ่งดูซับซ้อนอยู่เหมือนกัน) เค้าก็ให้เรากลับไปนั่งรอใหม่ รอเรียกรอบสอง พอเราเดินหันหลังจะไปนั่งพี่คนนั้นก็เรียกปะป๊า “เดี๋ยวครับคุณพ่อ ชื่อน้องเพราะจังเลย” ฮี่ๆๆๆๆ (ยิ้มแก้มปริค่ะ)
พอถึงเวลาเค้าเรียกเรา เราก็เดินเข้าไปช่องที่สาม พอเจอกับคุณฝรั่งกาษถึงกับร้องออกมาว่า “อุ่ย!” พอมาถึงเราก็บอก “สวัสดีค่ะ” พอถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่าที่เค้าเอาฝรั่งมาเพราะพูดได้ทั้งสองภาษา จะได้ไม่ต้องสับเปลี่ยนคนให้วุ่นวาย พอจบคำทักทายเค้าไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามเราเลยว่า “คุณมีจุดประสงค์ใดที่จะอเมริกา” เราก็ต้องตอบอย่างฉะฉานและมั่นคงนะคะ (นี่เป็นทริกเลยล่ะ ถ้าอ้อมแอ้มเค้าอาจจะไม่ให้เราผ่าน เพราะฉะนั้นต้องพูดจา โชะๆ) เค้าถามอยู่สักประมาณ 4-5 คำถาม แล้วหันมาถามพ่อต่อเพื่อยืนยัน (นึกว่าพ่อจะไม่ได้พูดซะละ เพราะตั้งแต่มาในช่องสัมภาษณ์พ่อไม่ได้พูดเลยสักคำ) ตอนแรกเค้าดูเหมือนทำท่าจะไม่ให้แต่พี่ผู้ชายคนแรก เค้าก็พยักเพยิดหน้าทำนองว่า “ให้ไปเถอะ”
สักแปปเค้าก็เรียงเอกสารต่างๆ แล้วบอกว่า “เราจะจัดส่งวีซ่าให้คุณภายในสามวัน!” ตอนนั้นอึ้งมากแล้วก็ตอบได้แต่ว่า ค่ะๆ พอเดินออกมา (เพิ่งตื่นจากภวังค์) ก็รีบวิ่งเข้าไปถามใหม่ “สรุปวีซ่าหนูผ่านใช่มั้ยคะ?” เค้าบอกว่า “ครับ” เรานี่แทบอยากจะกรี๊ดดดด แล้วเดินออกมาก็หันไปขอบคุณพี่ผู้ชายคนนั้น จากการสังเกตการวันนั้น ประมาณ 80% ที่วีซ่าไม่ผ่าน บางคนเดินออกมาจากสถานทูตก็โยนเอกสารทิ้งบ้าง น่าเศร้าบ้าง
เราสองคนพ่อลูกก็เดินออกมาเห็นชะเง้อคอหา พ่อเลยบอกว่าให้ทำหน้าเศร้าพอนับถึงสามให้ร้องเย้! ตอนแรกแม่เห็นตกใจนึกว่าไม่ผ่าน พอเราทำอย่างงั้นแม่ถึงกลับหัวเราะ หลังจากความตื่นเต้นผ่านไปเราก็ไปฉลองกันที่ร้านภัตรคารอาหารจีน แล้วก็โทรบอกแค่คนสำคัญๆว่าวีซ่าเราผ่านแล้ว หลายคนก็แสดงความยินดี แล้วเราก็นั่งทานอาหารจนเสร็จ ก่อนจะขับรถกลับเชียงรายบ้านเรา….
อ้อ! แม่บอกว่าตอนแรกแม่ก็คิดในใจว่าอย่าให้ลูกผ่านเลยจะได้ไม่ต้องไป แต่พอถึงตอนที่นั่งรอแม่พนมมือขอพระขอพรใหญ่เชียว

บันทึกโพสใน Little Journey in America | 3 Comments »
สิงหาคม 31, 2009 โดย BuaChompu
หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยว่า “สู้โว้ย” เอ้ย!ไม่ใช่ ตกลงเป็นที่เรียบร้อยว่าจะไป ตอนแรกเราตอบอีเมลเค้าไปว่าเราจะไป แล้วเราก็คอยเช็คตั้งสองสามวันว่าเค้าตอบกลับมามั้ย แต่เค้าก็ไม่ตอบกลับมา คนรอบข้าง (ที่ไม่ใช่พ่อกับแม่) เค้าก็บอกว่า “เค้าคงพูดเล่นแหละ” เราก็ยิ่ง sad แต่กลายเป็นว่ามาเช็คอีกทีเมลที่ใช้คุยกันนั้นเป็นเมลปะป๊า ความจริงแล้วเค้าตอบกลับมาสื่อสารกันผ่านเมลป๊า กลายเป้นว่าเรานั่นเองที่เช็คเมลผิดอัน (ฮ่าๆ เสล่อได้อีก)
อันดับแรก เราก็ต้องไปทำ Passport เดินทางออกนอกประเทศครั้งที่สองนี่คะเลยต้องไปทำ (อ้ะงง ประเทศแรก พม่าไง อยู่ใกล้ๆ คริๆ) ที่เชียงใหม่ระหว่างรอพาสปอร์ตส่งมาที่บ้านเค้าจะให้ใบเสร็จรหัสพาสปร์ดของเรามาก่อน ดังนั้นเราจึงดำเนินการล่วงหน้าได้ก่อน (บอกไมเนี้ยยยยย)
อันดับที่สอง เค้าก็ส่งคำเชิญเพื่อเป็นหลักฐานประกอบวีซ่ามา ตอนนั้นเราปรึกษาใครได้เราก็ปรึกษาหมดล่ะ รู้ไว้เยอะๆไม่เสียหลาย เข้าเว็ปสถานทูตก็บ่อยครั้ง คอยอ่านข้อมูลเรื่อยๆเตรียมข้อมูลเท่าที่เราจะเตรียมได้ พี่นัฐก็เขียนเอกสารรับรองว่าเราเป็นเด็ก Home School ของมูลนิธินี้ และเขียนใบรับรองว่าพ่อของเราทำงานอยู่ที่สถาบันนี้ พี่นัฐก็ได้ให้เพื่อนพี่นัฐที่ชื่อ “เอมี่” (เป็นฝรั่ง) คอยแต่งภาษาให้ (เนียนๆ)(ขอบคุณอีกแล้ว) ตอนนั้นส่งเมลกันวุ่นวายเพราะ หลักฐานและชื่อในการประกอบการเขียนต้องตรงตามพาสปอร์ตทุกอย่าง ถ้าผิดพลาดนิดเดียวจะทำให้สถานทูตเกิดความไม่มั่นใจ (ยุ่งยากดีแท้อเมริกาเนี่ยยย)
ขั้นต่อไปก็ต้องไปซื้อรหัสนัดสัมภาษณ์ที่ไปรษณีย์ การนัดหมายมีอยู่สองแบบ แบบที่หนึ่งคือโทรไปที่ทำการที่อเมริกา แบบที่สองคือทางเว็ปไซด์ ตอนที่เราซื้อกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เราก็ถามเค้าว่าอันไหนง่ายกว่ากัน เจ้าหน้าที่บอกว่า โทรศัพท์น่าจะง่ายกว่าแต่การสื่อสารจะเป็นภาษาอังกฤษแล้วเราก็ต้องเสียค่าโทรศัพท์โทรไปต่างประเทศด้วย กาษเลยถามว่าแล้วในเว็ปล่ะ เค้าบอกว่าในเว็ปจะคลุมเครือ (ด้วยความที่ยังโทรออกทางไกลไม่เป็นจึงไปนัดสถานทูตผ่านเว็ปดีกว่า) พอเค้าให้ใบสร็จมาเราต้องเก็บใบเสร็จนี้ไว้นะคะ เพราะว่ามันมีรหัสการนัดสัมภาษณ์อยู่ในนั้น และอีกอย่างต้องก่อนที่จะเข้าสถานทูตเราต้องเอาใบเสร็จนี้ไปโชว์ที่ไปรษณีย์เพื่อจ่ายค่าวีซ่า สรุปเราก็ทำการนัดเรียบร้อยผ่านทาง Internet มันก็ไม่ได้ว่าจะงงตรงไหนเลย เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์มั่ว
หลังจากดำเนินการมานานพอสมควร เราก็กังวลนิดหน่อยเรื่อง Statement เพราะเรากลัวเงินไม่ถึงแล้วเค้าจะไม่ให้ผ่าน อ่อ ไม่ใช่แค่ใบ statement อย่างเดียวเราต้องมีใบรับรองการเงินจากธนาคารด้วย ตอนแรกก็ไม่รู้จะทำไงเรื่องจำนวนเงินในธนาคาร โชคยังช่วยพี่นัฐบอกว่าให้เราเอา statement ของพี่สาวเรามาค้ำ เราจึงรีบแจ้งทางพี่สาวเราว่าช่วยให้ธนาคารออกไปรับรองกาษให้หน่อยเค้าก็จัดให้ (ขอบคุณมากนะเจ้ถ้าไม่ได้เจ้ กาษคงแย่) โล่งไปอีกเปราะ
และแล้วอีกสามวันก็จะถึงวันนัดที่สถานทูต พี่นัฐก็บอกว่าใบคำเชิญของรีบีน่ะมันไม่มีลายเซ็นอาจทำให้ดูลอยๆได้ เอาไงล่ะรีบีกำลังไป Retreat ติดต่อก็ไม่ได้ วันนัดก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราจึงต้องโทรหา Braddon เพื่อขอให้เค้าช่วย โทรไปก็ไม่รับสายจึงฝากข้อความไว้ตอนนั้นก็กังวลมาก แต่แล้ววันรุ่งขึ้นเค้าก็ส่งมาทางอีเมลพร้อมลายเซ็น (ทั้งๆที่ยังไม่เคยคุยกัน) ตอนนั้นเอกสารที่เตรียมไปขอทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นไปสมัครวีซ่า ใบนัด กาษต้องถ่ายสำรองไว้หมด แยกเอกสารจริงไว้หนึ่งซอง เอกสารสำรองหนึ่งซอง (ละเอียดมั้ยล่ะ ไม่ผ่านไม่ได้แล้ว) อ้อ ลืมบอกเรื่องเล็กๆน้อยแต่ทำไว้ก็ดีคือ เราควรมีใบการจองตั๋วเครื่องบินไว้ก่อน แต่เราไม่ได้ซื้อต้องทางเอเจนซี่ที่เราติดต่อด้วยนะคะ เพื่อยืนยันว่าเราไปแล้วกลับแน่ๆ เพราะที่อเมริกาเข้ายากก็เพราะแบบนี้ด้วย เพราะมีคนไปเป็น robin hood เยอะ
หลังจากเตรียมการทั้งหมดครบเสร็จเรียบร้อยเราก็มุ่งหน้าไปยังสถานทูตย่อยที่เชียงใหม่ เพราะอยู่ใกล้หน่อยไม่งั้นไปถึง กทม ตายแน่เลย…..

บันทึกโพสใน Little Journey in America | Leave a Comment »
สิงหาคม 31, 2009 โดย BuaChompu
Rebe มาอยู่กับพวกเราประมาณ 3-4 วันเห็นจะได้ เราก็คอยเทคแคร์อยู่เรื่อยๆจนวันหนึ่งเค้าจะกลับ พอตอนเช้าเราก็เอาการ์ดที่เราเขียนให้เค้า อวยพรขอให้เดินทางโชคดี แล้วเราก็เรียกเค้าว่า “Princess” เค้าก็ดูดีใจมาก ก่อนจะจากกันกาษถามเค้าว่าแล้วจะมาเจอกันอีกเมื่อไหร่ เค้าก็ตอบมาว่า ไม่รู้เมื่อไหร่แต่เราต้องได้เจอกันแน่ หลังจากนั้นเราก็จากกัน…….
จนสักพักหนึ่งประมาณครึ่งเดือนกาษก็ E-mail ไปหาเค้าว่าถึงอเมริการึยัง? ได้คุยกันไปกันมาหลังจากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกันไปร่วมหนึ่งปี แต่ในใจเราก็ยังคิดถึงเค้าอยู่เรื่อยๆนะ แต่ไม่กล้าเขียนไปเพราะกลัวเค้าจำเราไม่ได้
และแล้ววันหนึ่ง! อยู่ๆพี่นัฐก็โทรมาบอกว่า “เนี่ย Rebecca เค้าชวนกาษไปที่อเมริกาสนใจมั้ย?” ตอนแรกก็อึ้งนะ ใจจริงน่ะมันอยากไป (เพราะเป็นคนชอบเที่ยวและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ใครจะไปคิดว่าจะได้ไปประเทศที่ใหญ่ขนาดนี้) เราก็ลังเลนะเพราะด้วยไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ เราก็เลยต้องตอบพี่นัฐไปว่า “น่าสนใจนะแต่คงไปไม่ได้หรอก” จนอีกวันไปนั่งทานเค้กที่ร้าน Le Petit (เป็นร้านน้องสาวพี่นัฐเอง กาษชอบไปค่ะ) กับพี่ตั้ม พี่ตั้มก็บอกว่าเนี่ยคุยกับ รีบี เค้าบอกว่าจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้!!! เราก็ หา!!!! ตกใจมากว่าถึงขั้นนั้นเลยหรอ เลยบอกว่า “ตัวกาษน่ะตกลงแต่ขอลองขอพ่อแม่ก่อนนะ ไว้เดี๋ยวจะโทรกลับ”
พอตกดึกได้เวลาเหมาะเจาะก็เลยพูดกับป๊าว่า “ปะป๊า รีบีเค้าชวนกาษไปที่โคโรลาโด เค้าออกค่าใช้จ่ายให้ป๊าจะให้กาษไปมั้ย?” พอก็พยักหน้าหงึกๆ ความจริงแล้วถึงไม่ขอพ่อก็ให้แล้วพ่อก็บอกว่า “ก็ลองดู” แต่คนที่หน้าซีดนี่คือแม่ต่างหาก! เอ้า เป็นงั้นไป แม่รับบอกว่า “หา จะไปจริงหรอ แค่คิดแม่ก็กลัวแล้วนะ” ด้วยความที่แม่เป็น”หนู” (เป็นสัตว์ในสี่ทิศกิจกรรมที่พ่อสอน)เลยอดห่วงไม่ได้ (แม่มักจะกลัวแทนลูกเสมอๆ ฮี่ๆ) กาษก็เลยต้องปลอบแม่ว่า “เอาน่า กาษยังไม่รู้สักหน่อยว่าวีซ่าจะผ่านรึปล่าว แต่ทางที่ดีม๊าต้องอวยพรให้กาษผ่านนะ”
วันรุ่งขึ้นเลยจัดแจงโทรบอกพี่ตั้มว่าพ่อแม่ให้แล้ว พี่ตั้มก็บอกว่าอาสาจะช่วย (โชคดีหลาย ขอบคุณหลายเด้อ) ก็เลยตอบอีเมลรีบีกลับไป ทีนี้เราก็เริ่มจะปฏิบัติการ หลายๆคนพอรู้ข่าวบ้างก็บอกว่า “วีซ่าอเมกาขอยากมากเลยนะ โดยเฉพาะ Statement เรามีไม่ถึงแสน” หลายๆคนก็ก็บอกให้ตัดใจเสียเถอะ ไอ้คนที่บอกว่าให้ตัดใจคือคนที่ยังไม่ได้ไปต่างหาก แต่คนที่วีซ่าผ่านเค้าก็จะบอกว่า “มันง่าย” บ้าง “ปานกลาง” บ้าง บางคนก็บอกว่าเรายังเด็กของ่ายอยู่ ส่วนญาติก็จะบอกว่า เป็นโฮมสคูลเค้าคงไม่รับหรอก เพราะที่ไปได้ต้องเป็นเด็กที่อยู่ในโรงเรียน ตอนนั้นก็ปวดหัวนะจะเอายังไงดี พอโทรหาพี่ตั้ม พี่ตั้มบอกว่าเค้ามีสัมภาษณ์ด้วยนะ เราก็ “หา! อะไรนะ มีสัมภาษณ์ด้วย” พี่ตั้มก็บอกว่า “ใช่ มันไม่ใช่ง่ายๆนะเฟ้ย” เราก็เอาไงดีล่ะ แต่ก็สู้ค่ะ ตอนนั้นพ่อก็บอกว่า “ไม่ต้องเครียดหรอกลูก เราทำไปตามเสต็ป ผ่อนคลายๆ”…….

บันทึกโพสใน Little Journey in America | 1 ความคิดเห็น »
สิงหาคม 31, 2009 โดย BuaChompu
เรื่องเริ่มต้นที่ว่าตอนนั้นกาษอายุประมาณ 11 ขวบ (ตอนนั้นยังเป็นแม่ค้าขายกาแฟอยู่เลย *_*) ตอนนั้นก็มีผู้หญิงสเปนคนหนึ่งเดินทางมายังกลุ่มที่ปะป๊าทำงานอยู่เธอชื่อ “Rebecca” เป็นลูกครึ่ง สเปนและสวีเดน ตอนนั้นเราก็แค่ไปทักทายเค้าเพราะ “พี่นัฐ” (ณัฐฬส วังวิญญู เป็นพี่ที่ทำงานร่วมกับปะป๋าคอยช่วยเรื่องต่างๆตอนกาษดำเนินการไปอเมริกาด้วย ขอบคุณมากๆค่ะ) แนะนำให้รู้จัก ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมากมาย Rebecca เป็นเพื่อนกับ “พี่ตั้ม” (วิจักขณ์ พานิช นี่ก็ช่วยเราเยอะมากขอบคุณอีกแล้ว) แต่ช่วงนั้นพี่ตั้มยังอยู่ที่อเมริกาเลยฝากให้พี่นัฐช่วยดูแล
วันรุ่งขึ้นพี่นัฐก็ฝากให้เราช่วยพาทัวร์ ซึ่งตอนแรกก็อึ้งๆเพราะภาษาอังกฤษเรายังห่วยแตกมากตามประสาเด็กๆ กาษก็เลยชวน “ภูมิ” (เพื่อนรุ่นเดียวกันที่มาฝึกมวยกับปะป๊า) ไปด้วยกัน เริ่มจากที่เราเรียกรถตุ๊กๆแล้วพา Rebe (เราเรียกกันอย่างนี้) ไปที่ตลาดเทศบาลเชียงราย พาไปดูรองเท้าเที่ยวชมตอนแรกก็นึกไม่ออกหรอกนะว่าจะพาเค้าไปทำอะไร แต่พอผ่านตรงที่เค้าขาย นก ขายเต่า ขายปลา เราเลยปิ๊ง! ไอเดียว่าซื้อไปปล่อยดีกว่า เลยอธิบายให้เค้าฟัง (อย่างตะกุกตะกัก) ว่านี่คือวัฒธรรมที่คนไทยเราชอบทำ นั่นคือการปล่อยอิสระให้แก่สัตว์ต่างๆ เค้าก็เห็นด้วย กาษเลยจัดการซื้อ เต่า ปลา นก แล้วเรียกตุ๊กๆไปยังบึงหนองปึ๋ง ที่นั่นเป็นบึงใหญ่ๆแล้วก็มีเรือถีบด้วย
พอไปถึงเราก็บอก Rebe ว่าให้ไปหลบข้างต้นไม้ 555 ตลกมากเพราะอะไรน่ะหรือ เราบอกเค้าว่า “ปกติแล้วค่าเช่าเรือถีบจะประมาณ 20 บาทแต่ถ้าเค้าเห็นฝรั่งเค้าจะโก่งราคาเราเลยต้องให้เธอหลบไปก่อน” เค้าก็หลบนะ เราก็ไปจัดแจงเช่าเรือพอขึ้นเรือเราก็ถีบไปกลางบ่อแล้วก็ช่วยกันปล่อยสัตว์ที่ซื้อมา เราทั้งหมดรู้สึกอิ่มเอมใจ ถีบเรือไปก็นั่งคุยกันไปหลายๆเรื่อง และแล้วเราก็มาเห็นปลาตัวหนึ่งถูกเบ็ดตกแล้วดิ้นๆน่าสงสาร เราทั้งหมดจึงช่วยกันแกะปลาตัวนั้นออก พอเจ้าของเบ็ดเห็นเข้าก็ด่าเรายกใหญ่ เราทั้งหมดก็รีบปั่นเรือหนีแล้วมานั่งหัวเราะกัน
กาษก็ถามเค้าว่า มาจากประเทศอะไร (อยู่กันมาตั้งขึ้นค่อนวันเพิ่งมาถาม) เค้าก็เล่าว่าเค้าเป็นคนสเปนตอนนี้เค้าอยู่อเมริกากับแฟนที่ชื่อว่า “Braddon” ก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดมาก พอหลังจากปล่อยนกปล่อยปลาเสร็จปะป๊าก็มารับไปทานข้าวกัน ร้านที่เราไปกันนี้ชื่อว่าร้าน “แจ่วฮ้อนพะเยา” ระหว่างที่นั่งกินข้าวก็เอารถไปล้างฝั่งตรงข้าม พอกินข้าวก็คุยๆกันตลอด พอตอนเช็คบิล Rebe ก็ทำท่าจะจ่ายแต่พวกเราไม่ยอม ปะป๊าเลยบอกว่าเอาไว้พวกเราไปอเมริกาแล้วกันค่อยตอบแทน ตอนนั้นที่พูดไปป๊าก็คงไม่คิดว่าลูกจะได้ไปหรอกมั้ง เค้าก็รู้สึกตื้นตันมาก
หลังจากทานข้าวเสร็จรถก็ยังล้างไม่เสร็จก็จึงต้องนั่งรอ ระหว่างรอ Rebe ก็เล่าถึงครอบครัวที่เค้าอยู่ให้ฟังว่าอยู่รัฐ โคโรลาโด Colorado อยู่เมือง Boulder ซึ่งห่างจาก Denver เมืองหลวงของรัฐไปหนึ่งชั่วโมง ที่บ้านที่เค้าอยู่มี Braddon , Calvin และ Creek ซึ่งเป็นลูกชายของ Braddon กับภรรยาเก่าที่เลิกกันไปนานแล้วนั่นเอง Calvin อายุ 10 ส่วน Creek อายุ 8 ขวบ Rebe เล่าว่า ส่วนใหญ่ Calvin และ Creek จะอยู่กับแม่ของเขาที่ Denver ทุกวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอมแม่เขาจะมาส่งที่บ้าน Braddon ส่วนขากลับ Braddon ก็จะไปส่งที่บ้านแม่เขาที่ Denver
แล้วเราก็ถามว่าแล้วที่บ้านก็มีแค่ Rebe กับ Braddon สองคนเท่านั้นหรอถ้าเด็กๆไม่อยู่ Rebe บอกว่าที่บ้านมีห้องทั้งหมด 4 ห้อง ห้องของ Rebeกับ Braddon หนึ่งห้อง Calvin และ Creek หนึ่งห้อง ส่วนอีกสองห้องนั้นให้คนเช่า พอคุยกันกระจ่างรถก็เสร็จพอดีเราจึงตรงดิ่งกลับบ้านและแยกย้ายกันพักผ่อน

กาษและรีบี

Kart Creek Calvin Braddon in hot-tup
บันทึกโพสใน Little Journey in America | 2 Comments »
สิงหาคม 30, 2009 โดย BuaChompu
ประเดิมบทความแรกขอเป็นรูปก่อนแล้วกันนะคะ
วิวสวยๆที่ Boulder ,Colorado. ที่ๆกาษไปมานั่นเองแล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังนะคะ เอารูปสวยๆไปดูก่อน (ถ่ายเองคอนเฟิร์ม!!!)



บันทึกโพสใน Little Journey in America | Leave a Comment »